วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555

10 สถานที่ท่องเที่ยวสุดสยอง

มหัศจรรย์เที่ยวเมืองไทย เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา

“มหัศจรรย์รอยเสด็จฯ ทุกหย่อมหญ้าใต้ฟ้าพระบารมี”มหัศจรรย์เที่ยวเมืองไทย เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา



            ททท. เดินหน้าโชว์ “มหัศจรรย์เมืองไทย” จัดคอนเสิร์ตและนิทรรศการ “มหัศจรรย์รอยเสด็จฯ ทุกหย่อมหญ้าใต้ฟ้าพระบารมี” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา ขนทัพการแสดงชั้นแนวหน้าของเมืองไทย เดินสายโชว์จังหวัดเชียงใหม่-อุดรธานี คาดสร้างความภาคภูมิใจให้กับเอกลักษณ์ไทย บูมแหล่งท่องเที่ยวตามรอยเสด็จฯ
             ตามที่รัฐบาลได้ประกาศ ให้ปี 2554 - 2555 เป็นปี มหัศจรรย์เมืองไทย(Miracle Thailand) เพื่อแสดงศักยภาพของการท่องเที่ยวไทยในแต่ละภูมิภาค โดยสื่อถึงความมีเอกลักษณ์ของเมืองไทย ที่อยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวในแต่ละท้องถิ่น และปีนี้ได้จัดโครงการ “ปีมหัศจรรย์เมืองไทย 2555” (Miracle Year of Amazing Thailand 2012) ขึ้นเพื่อกระตุ้นการรับรู้ดังกล่าว เพื่อขยายการเติบโตของการท่องเที่ยวไทย และเป็นหนึ่งปัจจัยที่จะก้าวสู่เป้าหมายนักท่องเที่ยว 2 ล้านล้านคน ในปี 2558
           นายธวัชชัย อรัญญิก รองผู้ว่าการด้านการตลาดในประเทศ (ททท.) เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าว เป็นความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รวมทั้งประชาชนทั้งประเทศในการประกาศให้ชาวโลกรับรู้ถึงศักยภาพของการท่องเที่ยวไทยอันมีเอกลักษณ์ นอกจากนั้นการจัดโครงการ “ปีมหัศจรรย์เมืองไทย 2555” ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในงานพระราชพิธีมหามงคล ซึ่งรัฐบาลและประชาชนชาวไทยทั้งประเทศร่วมถวายพระเกียรติแด่ราชวงศ์ไทย ได้แก่ งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา งานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา และงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา
ล่าสุด ททท. ได้จัดคอนเสิร์ตเทิดพระเกียรติพร้อมนิทรรศการ ภายใต้โครงการ “มหัศจรรย์รอยเสด็จฯ ทุกหย่อมหญ้าใต้ฟ้าพระบารมี” เนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองพระราชพิธีมหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์และเชิญชวนให้ประชาชนร่วมสัมผัส ผืนดินแห่งประวัติศาสตร์ด้วยการเดินทางไปสัมผัสด้วยตนเอง กับความมหัศจรรย์หลากหลายด้านของเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต  โดยคาดหวังว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 30,000 คน
         “เนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา และด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์เสด็จฯทุกหย่อมหญ้าใต้ฟ้าเมืองไทยแม้ในถิ่นทุรกันดารและการเดินทางที่ยากลำบาก เพื่อบรรเทาทุกข์ราษฎรทั้งปวงให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และพลิกฟื้นผืนดินแห่งนั้นให้มีความผาสุกอย่างยั่งยืน และเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์และเชิญชวนให้ประชาชนร่วมสัมผัสผืนดินประวัติศาสตร์ด้วยการเดินทางไปยังสถานที่เหล่านั้นด้วยตัวเองจึงเป็นที่มาของงานเฉลิมพระเกียรติในครั้งนี้”
            สำหรับคอนเสิร์ตเทิดพระเกียรติและนิทรรศการ  “มหัศจรรย์รอยเสด็จฯทุกหย่อมหญ้า ใต้ฟ้าพระบารมี” จะเริ่มกันที่ จ.เชียงใหม่ ในวันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม 2555 เวลา 19.00 น.  ณ เชียงใหม่ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต จากนั้นจะได้ประทับใจกันต่อที่ จ.อุดรธานี ในวันเสาร์ที่ 1 กันยายน2555 ณ อุดรธานีฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี 
ซึ่งภายในงาน “มหัศจรรย์รอยเสด็จฯทุกหย่อมหญ้า ใต้ฟ้าพระบารมี” จะบอกเล่าเรื่องราวเสด็จฯ ทุกหย่อมหญ้าของพระองค์ผ่านการแสดงชุดศิลปวัฒนธรรมประเพณี นำเสนอการแสดง สี เสียง และเงา ผสมผสานศิลปวัฒธรรมไทย โดย “คิดบวกสิปป์” จากรายการ Thailand’s Got Talent 2012
เพลงพระราชนิพนธ์และเพลงเทิดพระเกียรติ ขับร้องโดยนักร้องเสียงดีมีคุณภาพอย่าง “อรธนา พงษ์ประสิทธ์” (ลูกน้า) กับการขับขานเสียงขลุ่ยระดับปรมาจารย์ครูเพลง “อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี” ประชันดนตรีกับศิลปินขวัญใจวัยรุ่น “โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร” นักร้องและนักเปียโนชื่อดัง
นอกจากนั้นยังมีการแสดงฉ่อยเฮฮามีสาระโดยสามศิลปินจากรายการคุณพระช่วย “น้าโย่ง น้านงค์ น้าพวง” กับเรื่องราวศิลปวัฒนธรรมและประเพณีไทย รวมทั้งการแสดงของตลกแถวหน้าผู้มากความสามารถอย่าง “ตุ๊กกี้ สุดารัตน์ บุตรพรม” ที่จะมาร่วมร้องเพลงประกอบการเล่นดนตรี กับครูดนตรีพื้นบ้านอีสาน“อ.ทรงศักดิ์ ประทุมสินธุ์”  ทั้งนี้บริเวณลานหน้าศูนย์การค้าที่จัดงานจะมีการจัด “นิทรรศการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ” เพื่อให้ประชาชนร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์  งานนี้ชมฟรีและร่วมกิจกรรมฟรีตลอดงาน
          นายธวัชชัย กล่าวว่า เป้าหมายในการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนร่วมเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ โดยส่งเสริมให้ทุกคนได้เล็งเห็นถึงรอยเสด็จฯทุกหย่อมหญ้าของพระองค์ที่ทรงพลิกฟื้นผืนดินอันแห้งแล้งให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ และเพื่อให้ราษฎรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และตระหนักถึงรอยเสด็จฯทุกหย่อมหญ้าของพระองค์และสนใจที่จะเดินทางไปสัมผัสสถานที่เหล่านั้นด้วยตัวเอง นอกจากนั้นยังเป็นการสร้างการรับรู้ต่อนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ได้ร่วมซาบซึ้งในศิลปวัฒนธรรมและประเพณีไทยในรูปแบบที่หลากหลาย เกิดการกระตุ้นการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นภายในประเทศ
            จากภาพรอยเสด็จฯของพระองค์นั้นทำให้ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์เสด็จฯ ยังถิ่นทุรกันดารด้วยการเดินทางอันยากลำบาก เพียงเพื่อพลิกฟื้นผืนดินอันแห้งแล้งให้กลับมาอุดมสมบูรณ์และเพื่อดูแลราษฎรที่รักยิ่งของพระองค์ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ชุมชนมีความผาสุกอย่างยั่งยืนดังพระปฐมบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า...“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

เที่ยวสิบสองปันนา เป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ยิ่ง

                  
            สิบสองปันนา เป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ยิ่ง ด้วยตั้งอยู่ตรงกลางที่ลุ่มหุบเขาริมแม่น้ำโขง ซึ่งชาวไทลื้อเรียกว่า แม่น้ำล้านช้าง ชาวจีน เรียกว่า แม่น้ำหลันช้าง หรือ หลันชาง หรือ หลันชางเจียง สิบสองปันนา มีสภาพภูมิอากาศแบบป่าฝนเขตร้อน มีฝนตกชุก ไม่มีหิมะตก อากาศไม่หนาวเย็นจนเกินไป ผืนดินจึงอุดมไปด้วยป่าไม้เขตร้อน มีความหลากหลายทางชีวภาพ 

มีความเขียวขจีตลอดทั้งปี ในผืนป่าก็อุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์ป่าอย่างช้างและนกยูง ที่เป็นเสมือนสัตว์สัญลักษณ์ของสิบสองปันนา ซึ่งดินแดนอื่นในประเทศจีนอันกว้างใหญ่ไพศาลไม่มีสภาพความอุดมสมบูรณ์เช่น นี้ สิบสองปันนาจึงเป็นแหล่งปลูกข้าว อ้อย ยางพารา กาแฟ ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ส่งขายไปยังเมืองอื่นๆ ในประเทศจีน สิบสองปันนาได้รับสมญานามว่าเป็นอาณาจักรแห่งต้นไม้ เป็นเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของมณฑลยูนหนาน และเป็นดินแดนหนึ่งที่รัฐบาลจีนภาคภูมิใจเพราะทำให้จีนได้ชื่อว่ามีผืนแผ่น ดินอันกว้างใหญ่ไพศาล มีสภาพภูมิประเทศและผืนป่าครบ ตั้งแต่ดินแดนน้ำแข็งแบบขั้วโลกจนถึงป่าเขตร้อนเหมือนเช่นแถบเส้นศูนย์สูตร อย่างผืนป่าสิบสองปันนา
สิบสองปันนา
• ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ทางใต้สุดมณฑลยูนนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
• สิบสองปันนา หรือ สิบสองพันนา หรือชื่อเต็มว่า เขตปกครองตนเองชนชาติไท สิบสองปันนา มีความหมายคือ 12 เมือง มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองเชียงรุ่ง ซึ่งในอดีตเป็นเมืองของชาวไทลื้อ
ภูมิประเทศ
• เขตปกครองตนเองพิเศษสิบสองปันนามีเนื้อที่ประมาณ 19,700 ตารางกิโลเมตร มีอาณาเขตติดกับแขวงหลวงน้ำทา แขวงพงสาลี ของประเทศลาวและรัฐฉาน ของประเทศพม่า โดยมีแม่น้ำโขงไหลผ่านตอนกลาง

ประวัติเมืองสิบสองปันนา
• เมืองสิบสองปันนานั้นได้เป็นราชอาณาจักรหอคำเชียงรุ่ง เมื่อประมาณ 830 ปีก่อน โดยพญาเจืองหรือสมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งที่ 1
อาณาจักรสิบสองปันนาเริ่มเป็นปึกแผ่นและแผ่ขยายอาณาเขตมากที่สุดในยุคท้าวอินเมือง สามารถขยายอาณาเขตเข้าไปยึดถึงเชียงตุง เมืองแถน (เดียนเบียนฟู) เชียงแสน ล้านช้าง จึงเป็นเหตุให้การอพยพชาวไทลื้อจากเชียงรุ่งและอีกหลายหัวเมืองเข้าไปสู่ดินแดนดังกล่าว เพื่อเข้าไปตั้งชุมชนปกครองหัวเมืองประเทศราช
• สิบ สองปันนาดำรงความมั่นคมเฟื่องฟูอยู่ 100 กว่าปี ก็ถูกรุกรานโดยชาวมองโกลและตกอยู่ในการปกครองของจีนในปี พ.ศ.1833 ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อจากชื่อภาษาไทลื้อมาเป็นภาษาจีนและเจ้าผู้ครองนครชาวไท ลื้อถูกเรียกว่าเจ้าแสนหวีฟ้า
• หลังจากที่พม่าได้ก่อตั้งอาณาจักรตองอูและขยายอาณาเขตของตนไปทางตะวันออก พม่าได้ยึดเมืองสิบสองปันนา จากนั้นจึงได้แบ่งเมืองสิบสองปันนาออกเป็น 12 หัวเมือง ได้แก่ เมืองฮาย เมืองม้าง เมืองหุน เมืองแจ้ เมืองฮิง เมืองลวง เมืองอิงู เมืองลา เมืองพง เมืองอู่ เมืองอ่อง และ เมืองเชียงรุ่ง จึงเรียกเมืองเหล่านนี้รวมกันว่า สิบสองปันนา และในช่วงสมัยนี้เป็นช่วงเวลาที่วัฒนธรรมพม่าและพระพุทธศาสนาได้เข้าแผ่ขยายเข้าไปในเขตสิบสองปันนา
สมัยรัตนโกสินทร์
• ใน สมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หลังจากพระองค์ได้ส่งทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ และ อาณาจักรล้านนา จากพม่าแล้ว พระองค์ได้โปรดให้พระเจ้ากาวิละเป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองเชียงรุ่งและกวาดต้อน พลเมืองชาวไทลื้อในสิบสองปันนา ไทลื้อเมืองพน เมืองหย่วน เมืองล่า ชาวไทขึนและชาวไทใหญ่จากเมืองเชียงตุง มาอยู่ที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา และน่านเป็นจำนวนมาก ซึ่งเรียกกันว่ายุค "เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" อันเป็นวิธีฟื้นฟูอาณาจักรล้านนา เพราะในช่วงก่อนนั้นพม่าได้กวาดต้อนชาวล้านนาไปอยู่ที่ พุกาม และ มัณฑะเลย์ ไปจำนวนมาก
• เชียงรุ่งถูกยื้อแย่งดึงโดยอาณาจักรใกล้เคียงไปมาอยู่ไม่นาน กระทั่งยุคสมัยแห่งการล่าอาณานิคมในช่วงรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส เข้ามาขีดเขตอำนาจของตนให้พม่าไปอยู่กับอังกฤษ สิบสองปันนาอยู่กับจีน เชียงตุงไปกับพม่า และฝรั่งเศสคุมลาว กัมพูชาและเวียดนาม
• ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองเชียงรุ่งถูกยุบจากเมืองหลวงเป็นแค่หัวเมืองและเจ้าปกครองนครทั้งหลายก็ถูกปลด ในปัจจุบันคนที่มีแซ่เต๋าก็คือเชื้อเจ้าในสิบสองปันนาที่เคยครองเมืองทั้งหลายเหล่านี้

 

เที่ยวหน้าฝน...ค้นหาความสุข

“เที่ยวหน้าฝน...ค้นหาความสุข”
ตามสโลแกน เที่ยวหลากหลายสไตล์ภาคกลาง





           เดือน พฤษภาคมนี้ เริ่มเข้าสู่หน้าฝนแล้ว  ใน Theme  “เที่ยวหน้าฝน...ค้นหาความสุข" เพื่อกระตุ้นการตลาดท่องเที่ยว หรือสร้างบรรยากาศการเที่ยวอย่างมีสไตล์ของสถานที่ท่องเที่ยวอย่างมีสไตล์ในหน้าฝนของ 19 จังหวัดภาคกลาง ที่มีความหลากหลายของสถานที่ท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจะต้องไม่พลาดกับการค้นหาแง่มุมที่ท่านชื่นชอบกับความเขียวขจีของสีสันท้องทุ่งป่าเขาลำเนาไพร มุมที่ท่านรู้สึกดีๆ มีความประทับใจ มีความสุขสดชื่น-สุขสงบในยามฝนพรำ...หรือ บรรยากาศฟ้าหลังฝน...กับ ไอดินกลิ่นฟ้าฝน...น่าค้นหาความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง  เที่ยวหน้าฝนก็มีความแตกต่างน่าประทับใจไปอีกสไตล์
           “เที่ยวภาคกลาง” กับ “เที่ยวหลากหลายสไตล์ภาคกลางในหน้าฝน” ใน 19 จังหวัดกับ 6 มุมมอง 6 สไตล์ที่น่าท่องเที่ยว...ในต้นฤดูฝนนี้ ค
สไตล์ “มนต์เสน่ห์ทะเลวัง”
       >> เที่ยว หน้าฝนแถบจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ โดยการเที่ยวสไตล์ความยิ่งใหญ่อลังการของวัง เช่น เที่ยวพระราชวังของรัชกาลที่ 4(พระนครคีรี-เขาวัง) , เที่ยวพระราชวังของรัชกาลที่ 5 (พระรามราชนิเวศน์-วังบ้านปืน) , เที่ยวพระราชวังรัชกาลที่ 6 (พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน) , เที่ยวพระราชวังรัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 (วังไกลกังวล/หัวหิน) ฯลฯ
       >> หรือ เที่ยวทะเล 3 แบบ ให้เลือก มีดังนี้
ทะเลแบบไฮโซ (หัวหิน/ปราณบุรี/บ้านกรูด)
ทะเลแบบบ้านบ้าน (ชะอำ/หาดเจ้าสำราญ/ปึกเตียน) และทะเลโคลน (บ้านแหลม) หรือ คลองโคลน (สมุทรสงคราม) ฯลฯ

สไตล์ “แดนสวรรค์ตะวันตก”  เที่ยวดินแดนแห่งความพิศวง ในยามฝนตกพรำๆ แถบจังหวัดกาญจนบุรี และราชบุรี
     
        >>  เที่ยวเมืองกาญจน์เบิกบานทั้งปี



เที่ยวหน้าร้าน นอนแช่น้ำ @ ศรีสวัสดิ์

เที่ยวหน้าหนาว นอนนับดาว @ ทองผาภูมิ   photo by Arcadian

เที่ยวหน้าฝน นอนชมหมอกขาวป่าเขียว เที่ยวถิ่นวัฒนธรรม @ สังขละบุรี)

      >>  หรือจะไปเที่ยว เป็นเด็กเลี้ยงแกะ ท่ามกลางทุ่งหญ้าและธรรมชาติบริสุทธิ์ของเทือกเขาตะนาวศรี @ สวนผึ้ง-ราชบุรี

สไตล์ “เที่ยวท่องล่องชมวิถีชีวิตชุมชน” เที่ยวชมวิถีชีวิตของผู้คนลุ่มน้ำภาคกลางในบรรยากาศของชาวไร่ ชาวสวน “เที่ยวตลาดบก-ตลาดน้ำ-ตลาดเก่า-ตลาดใหม่ทันสมัย”



      >> เที่ยวหน้าฝนชวนค้นหาความสุข แถบจังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร และนครปฐม

       >>  เที่ยว วัด วัง เที่ยวเมืองเก่า เที่ยวเมืองโบราณ เที่ยวตามหารเรื่องเล่า เรื่องเก่าๆ ในอดีต ความเป็นมาของประวัติศาสตร์ชาติไทย ในแง่มุมต่างๆ ในหน้าฝน แถบจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี อ่างทอง และชัยนาท น่าสนุกเรียนรู้ไปกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์
สไตล์ “ผจญภัยหัวใจสีเขียว”
       >>เที่ยวหน้าฝน พักผ่อนแบบลุยๆ มีสไตล์พร้อมผจญภัยกับกิจกรรมต่าง ๆ ในค่ายทหาร
          >>เที่ยวไปในทุ่งกว้าง สวนดอกไม้ ทุ่งหญ้าเขียวขจี ธรรมชาติ ป่า เขา ลำเนาไพร และเมืองคาวบอย ในแถบจังหวัด ลพบุรี สิงห์บุรี และสระบุรี
สไตล์ “กรุงเทพฯ สุขหรรษา”
          >>เที่ยว แบบมีสไตล์ เที่ยวแบบหลากหลาย กับสโลแกน “เที่ยวหลากหลายสไตล์ภาคกลาง” ในบรรยากาศฟ้าหลังฝนที่พลาดไม่ได้ต้องไปค้นหาความสุขในสไตล์ของคุณและคนที่ คุณรู้ใจในแถบจังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี สมุทปราการ ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานคร


วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เกาะไข่ สุสานปะการัง ^^"




เกาะไข่ ในประเทศไทยมีอยู่หลายแห่งชื่อนั้นอาจซ้ำเพราะทุกเกาะมีลักษณะคล้ายไข่ดาวในทะเลอันดามัน มีเกาะไข่อยู่สองแห่งล้วนแต่สวยงาม คือเกาะไข่ ตะรุเตากับเกาะไข่ จ.พังงา เกาะไข่ จ. พังงาเป็นเกาะขนาดเล็ก อยู่ในอ่าวพังงา มีด้วยกัน 3 เกาะคือ เกาะไข่ใน เกาะไข่นอก และเกาะไข่นุ้ย ซึ่งปัจจจุบันเกาะที่ สามารถท่องเที่ยว ได้มีเพียง 2 เกาะ คือ เกาะไข่ในและเกาะไข่นอก สามารถดำน้ำดูปะการังได้ทั้งสองเกาะ สำหรับเกาะที่ นักท่องเที่ยว นิยมเที่ยวและงดงามที่สุด คือ เกาะไข่นอก เกาะไข่นอก ป็นเกาะเล็กๆที่มีความสวยงามด้วยโขดหิน หาดทรายขาว น้ำทะเลใส รอบเกาะสามารถดำน้ำดูปะการังหลากชนิด มีปลาสวยงาม เกาะไข่นอกประกอบด้วย 2 หมู่เกาะ ซึ่งมีลักษณะคล้ายไข่ดาวกลางทะเล มีหาดทรายขาวบริสุทธิ์อยู่ด้านหน้าของ เกาะเหมาะแก่การ นอนอาบ แดด มีสันทรายเล็กๆ เชื่อมต่อไปถึงโขดหินแห่งหนึ่งบริเวณนี้เป็นจุดที่ดีในการดำน้ำดูปะการังน้ำตื้น รอบเกาะ สามารถ ลงเล่นน้ำได้ น้ำใส แต่ต้องคอยระวังคลื่นลมแรงบ้างเป็นบางวัน ควรลงเล่นน้ำในด้านที่คลื่นลมสงบ บนเกาะมีร้านค้าบริการอาหารและเครื่องดื่มแบบง่ายๆ และเก้าอี้ผ้าใบเรียงรายอยู่ตลอดชายหาดไว้คอย บริการ นักท่องเที่ยวอีกด้วย
เกาะไข่ใน เป็นเกาะเล็กๆ ที่มีธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ นั่นคือ หาดทรายขาวละเอียดสะอาดตลอดชายหาดทั้งด้าน ทิศเหนือและทิศตะวันตกของเกาะ น้ำทะเลสวยใสน่าเล่นรอบๆเกาะมีปะการังที่สามารถดำน้ำตื้นดูง่าย เช่น ปะการัง แผ่นปะการังจาน แต่ที่เด่นที่สุดคือ ฝูงปลาหลากสี หลายชนิดที่คุ้นเคยกับนักท่องเที่ยว ถัดมาทาง ด้านตะวันออก ของเกาะยังมีหินรูปหัวช้างและรุปเต่า 3 ตัวปะติมากรรมทางธรรมชาติที่เกิดจากการกัดกร่อนของกระแสลม นักท่องเที่ยวสามารถเดินรอบเกาะได้ภายใน 2 นาทีมีหาดทรายขาวละเอียด ต้นไม้ร่มรื่น ไร้สิ่งปลูกสร้างมีปะการัง และฝูงปลาอยู่ในบริเวณตื้นไม่ไกลจากชายหาด
ฤดูการท่องเที่ยว พฤศจิกายน - เมษายน



ที่มา >> http://www.paiduaykan.com/76_province/south/phangnga/khokhai.html


ท่องเที่ยวให้มีความสุข


            ได้เที่ยว ได้แอ่ว ถือเป็นของของขวัญ เป็นสีสัน เป็นกำไรของชีวิต แต่เที่ยวอย่างไร จะมีความสุข สนุกสนานและเบิกบานใจ เพื่อเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยของเรา
ก่อนอื่น ควรถามตนเองก่อนว่า ทำไมถึงไปเที่ยว ไปเพื่อผ่อนคลาย ไปดูไปเห็น ไปกินไปถ่ายภาพ ไปเติมพลัง ไปกราบพระขอพร ไปเพราะเขาไปกัน กำลังฮิตติดกระแส หรือไปสัมผัสบรรยากาศ ไปตามความฝัน จินตนาการ ไปเรียนรู้วิถีธรรมชาติ ฯลฯได้คำตอบแรกแล้ว ก็มาดูว่า ต้องการเที่ยวในรูปแบบใด เที่ยวแบบทัวร์ ไปกับครอบครัว ไปเดี่ยวๆ เงียบๆ หรือไปแบบเฮฮาเต็มที่ จะได้เตรียมอารมณ์ เตรียมร่างกาย เตรียมจิตใจ มีใครเดินทางไปด้วย สภาพรถเป็นอย่างไร การเดินทางไปอย่างไร ใครขับรถ ถ้าขับเอง มีคนเปลี่ยนขับไหม ใครป่วยบ้าง
          จากนั้นก็วางแผน ประเมินความปลอดภัย ค่าใช้จ่าย หาข้อมูล เช่น สถานที่ท่องเที่ยว ข้อมูลประเพณี วัฒนธรรม สภาพอากาศ ภูมิประเทศ มีหนังสือ มีเว๊บไซต์ใดที่จะให้ข้อมูลได้ โทรไปถามที่ไหน 

            การเตรียมตัว เสื้อผ้า รองเท้า อุปกรณ์ เครื่องใช้ กระเป๋า หรือเป้ ส่วนสถานที่พัก จะเป็นที่ใดเช่นโรงแรม หรือรีสอร์ท กางเต๊นท์ หรือบ้านเพื่อน โฮมสเตย์ จองอย่างไร ค่าใช้จ่ายอย่างไร หากซื้อเหมาแพคเก็จท่องเที่ยว ตรวจสอบให้ดี เพราะอาจมีเงื่อนไขที่มีข้อยกเว้น เช่น ราคาตามแพคเกจมักยกเว้นช่วงฤดูท่องเที่ยว
การขับรถต้อง เคารพกฎจราจร มีน้ำใจบนท้องถนน อย่าเมา อย่าง่วง ง่วงไม่ขับ อย่าหวังพึ่งกาแฟ หรือเครื่องดื่มชูกำลัง อีกเรื่องที่ทุกคนไม่อยากเจอคือการหลงทาง ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่มักเกิดขึ้น แต่เราควรการเตรียมแผนที่ สำรวจสภาพเส้นทาง เช่น ทางภาคเหนือ มักเป็นเส้นทางบนเขา คดเคี้ยวสูงชัน หากไม่มั่นใจควรใช้บริการรถท้องถิ่น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง เช่น การขึ้นไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ แทนที่จะขับรถไปเอง ก็อาจใช้บริการรถนำเที่ยวแทน หากไม่ชินเส้นทาง
            ควรศึกษาเรื่องราวท้องถิ่น ระเบียบสังคม วัฒนธรรมประเพณี หากไม่เข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น ก็สามารถไถ่ถาม และมีมารยาทอันดีงาม เราก็หมดปัญหาในเรื่องนี้ ยกเว้นบางแห่งมีข้อห้ามหรือการใช้สัญญลักษณ์ที่มีความหมายไม่เหมือนกัน สำหรับในเมืองไทยไม่ค่อยมี แต่อาจมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนท้องถิ่นที่เราอาจไม่รู้ ก็ควรสังเกต ซักถาม อ่อนน้อมถ่อนตน แค่นี้ก็ทำให้การเที่ยวสนุก ได้เรียนรู้ประเพณีท้องถิ่น อุปกรณ์สื่อสารต้องไม่พลาด มือถือ ไอแพดไอโฟนตามอัธยาศัย และต้องไม่ลืม กล้องถ่ายรูป ศึกษาการถ่ายภาพไว้บ้างจะได้ไม่พลาดภาพเด็ดๆสวยๆ สำรองแบตเตอรี่ สำรรอง memory card เวลาถ่ายภาพก็ถ่ายให้หลากหลายมุมมอง บางคนไปเที่ยวที่ไหนก็มีแต่รูปตนเองเต็มพื้นที่ มาถึงบ้านหารูปสถานที่ท่องเที่ยวไม่เจอ การถ่ายภาพในยุคนี้เป็นการบันทึกเรื่องราวการท่องเที่ยวได้มากมายตามสไตล์ของแต่ละคน เพียงแต่บางสถานที่ หากมีข้อห้ามควรเคารพตามกติกา

            อาหารประจำถิ่นก็มักเป็นจุดหมายหนึ่งของการท่องเที่ยว เมนูอาหารพื้นเมืองเป็นเสน่ห์ของการท่องเที่ยว บางคนพกพาอาหารสำเร็จมากมาย มีแต่กล่องซองถุงเต็มรถ หากเราเปิดใจลองชิมอาหารท้องถิ่นบ้างก็จะทำให้การท่องเที่ยวมีอรรถรสยิ่งขึ้น เพียงแต่หากเราไม่เคยชินในบางเมนู ก็ควรค่อยๆลองชิมก่อน
ส่วน สถานที่ท่องเที่ยว ควรศึกษาและเคารพกฎ กติกา ข้อห้าม ข้อควรระวังต่างๆ บางคนมีเป้าหมายว่าต้องไปถึงสถานที่เป้าหมายให้เร็วๆ ไม่สนใจต้นไม้รายทาง วิวทิวทัศน์รอบตัวไม่สนใจ มุ่งไปเที่ยวถ้ำก็จะต้องไปถึงถ้ำเท่านั้น อย่างนี้ก็จะเสียดายเสน่ห์ขณะเดินทางหาคนท้องถิ่นที่รู้จักไว้บ้างจะได้แนะนำ เกล็ดเล็กเกล็ดน้อย เราอาจได้เที่ยวที่อื่นๆที่อาจไม่อยู่ในแผนเป็นของแถม นอกจากนี้ควรมีการเตรียมเบอร์โทร ฉุกเฉิน หรือแผนฉุกเฉินไว้บ้าง
ที่ขาดไม่ได้คือของที่ระลึก ของฝาก แวะทีซื้อที หากวางแผนดีดี เราจะได้ซื้อของที่ตั้งใจไว้ ได้ซื้อซะที แล้วยังได้ของที่ระลึกหลากหลาย โดยเฉพาะภาคเหนือของเรา มีงานหัตกรรม ของฝากของขวัญมากมายคอยต้อนรับนักท่องเที่ยว
          ไม่ว่าท่านจะท่องเที่ยวที่ไหน ขอให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา มีอัธยาศัยไมตรี แต่ก็ต้องรู้ทัน อย่าไว้ใจใครง่ายเกินไป และหากมีเรื่องขุ่นเคืองใดระหว่างเดินทางท่องเที่ยวก็ควรขจัดทิ้งไป ให้อภัยกัน ช่วยกันสร้างความรื่นรมย์ในการเดินทางท่องเที่ยว และอย่าทิ้งขยะ ระหว่างทาง อย่าขนขยะไปทิ้งบนดอย รู้จักพับเก็บขยะในรถ ให้มีขนาดเล็ก และเอาไปทิ้งในถังขยะ
ปีใหม่นี้ขออวยพรให้ทุกท่านมี สุขภาพดี มีความสุข สนุกสนาน เบิกบานใจค่ะ

สถานที่ท่องเที่ยว บอกนิสัย


บาร์


เป็นคนที่รักสมาคม ไม่ชอบอยู่คนเดียว มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง นิสัยขี้ขลาด หวาดกลัว

ดิสโก้เธค


นิสัยอ่อนไหว ชอบและรักที่จะลองของใหม่ ไม่มีความรับผิดชอบ เรื่องการหาเงินได้เท่าไร ก็จะใช้ให้หมดไป โดยไม่คิดถึงวันข้างหน้า

เดินห้างสรรพสินค้า


ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง รักความโดดเดี่ยว

วันหยุดไปมหาวิทยาลัยประจำ


รักความอิสระ เป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย หยิ่งและทะนงในตัวเอง

เที่ยวชนบท


รักธรรมชาติ ชอบศิลปะ มีความคิดเฉลียวฉลาด มักจะหงุดหงิด คิดมาก เมื่ออยู่คนเดียว

เที่ยวภูเขา



มักจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเพศ ชอบพูดเรื่องสัปดน คำผวน จีบผู้หญิงไม่เลือกหน้า เป็นคนไม่มีความจริงจัง ไม่คิดมาก

เที่ยวทะเล


เป็นคนดื้อดึง นิสัยคล่องแคล่วว่องไว แข็งกร้าวและกระด้างทั้งกายและใจ เป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง ใจร้อน มักจะโกรธหรือโมโหโดยไร้เหตุผล

เที่ยวน้ำตก


อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ใจร้อน มักจะมีนิสัยสุภาพอ่อนโยน กับคนทั่วไป เข้ากับคนง่าย มีมนุษยสัมพันธ์ดี

เที่ยววัดเก่า เมืองโบราณ


รักที่จะศึกษาหาความรู้ รักความสงบ มีความมานะพยายาม ทะนงตัว มีความทะเยอทะยานสูง มีเหตุผล ใจร้อนมาก