วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555

5 เทคนิคเที่ยวถูกใจ พาลูกรักไปพักผ่อน

             ครอบครัว ที่รักการท่องเที่ยวก็ยังคงมองหาสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ดี โดยเฉพาะครอบครัวที่ลูกกำลังน่ารัก เดินเตาะแตะ หรือกำลังพูดเจื้อยแจ้ว พ่อแม่ก็อาจถือโอกาสนี้พาลูก ๆ ไปอวดโฉมกันเสียหน่อย แต่จะเที่ยวอย่างไรให้ถูกใจเจ้าตัวเล็ก พระเอกนางเอกของบ้าน วันนี้เรามีเทคนิคดี ๆ มาฝากกันค่ะ

            1.สร้างภาพของสถานที่นั้นในใจลูก การออกเดินทางไปเที่ยวกับลูก ๆ สู่สถานที่ที่เด็ก ๆ ไม่รู้จักมาก่อน พ่อ แม่สามารถเติมความสนุกลงไปได้ด้วยการให้ข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ กับลูก เช่น หากมีญาติอาศัยอยู่ ก็อาจบอกกับลูก ๆ ว่าที่จังหวัดนี้เรามีคุณป้า....อยู่ไง ลูกจำได้ไหม ลูกจะได้สร้างภาพของสถานที่นั้น ๆ ขึ้นมาในใจ
            2.หากล้องถ่ายภาพเล็ก ๆ ให้ลูกสักอัน อาจเป็นกล้องดิจิตอลอันเก่าที่คุณไม่ค่อยได้ใช้แล้วแล้วลองให้โอกาสลูกเป็นตากล้องสมัครเล่น ถ่ายทอดมุมมองแบบเด็ก ๆที่ เขามีให้คุณได้ชมเพราะนั่นหมายถึงการที่ลูกสะท้อนสิ่งที่เขาสนใจ สิ่งที่เขาเห็น และทำให้เด็กน้อยมีกิจกรรมสนุก ๆ ทำระหว่างไปเที่ยว ช่วยให้เขาไม่เบื่อง่าย ๆ ด้วย
            3. มอง โลกแบบเด็ก ๆ พ่อแม่เมื่อจะชวนลูกเที่ยวนั้น แม้จะเตรียมแผนการท่องเที่ยวเอาไว้อย่างดีแล้วว่าจะไปที่นั่นที่นี่ ออกจากตรงนั้นไปดูตรงนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ธรรมชาติของเด็ก มักเต็มไปด้วยจินตนาการสูงส่ง อย่าเครียดว่าจะต้องเที่ยวได้ตามที่พ่อแม่กำหนด หรือยึดเวลาเคร่งครัด ปล่อยสบาย ๆ ทำตัวเป็นเด็กไปกับลูก จะสนุกกว่าค่ะ
            4.ไม่ควรลืม "ขนม"  ขนมอร่อย ๆ ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญของพ่อแม่ที่จะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมงอแงของลูก ๆ ได้ในเวลาอันสั้น
           5.จัดเก็บความประทับใจไว้ในรูปแบบต่างๆ เมื่อกลับมาจากทริปสุดประทับใจนี้แล้ว ลองชวนลูก ๆ มาช่วยกันทำบันทึกความทรงจำที่มีร่วมกัน อาจเป็นกรอบรูปที่ตกแต่งด้วยภาพเก๋ ๆ หรือภาพที่ลูกถ่ายเอง หรือจะตัดต่อในคอมพิวเตอร์ ใส่เพลง ใส่ภาพ ใส่ข้อความไรท์ลงซีดี ฯลฯ

แหล่งท่องเที่ยวที่สูงที่สุดในประเทศไทย

       “อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่”
        ถ้าเรื่องของความสูงที่สุด คงจะต้องยกให้ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่  ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 2,565  เมตร เรียกได้ว่าเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย



       ที่นี่มีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวตั้งแต่ปลายปีจนถึงต้นปี อุณหภูมิจะลดต่ำเกือบศูนย์องศาเซลเซียส จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในฤดูหนาวของทุกปี



           อีกทั้งภายในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ยังพันธุ์ไม้แปลก ๆ สวยงามให้ชมกัน อาทิ กุหลาบพันปี และยังมีน้ำตกแม่ยะ ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้ำตกที่สวยงามติดอันดับต้น ๆ ของประเทศอีกด้วย


เทคนิคการท่องเที่ยวอย่างพอเพียง

เลือกที่พักให้ถูกใจ บรรยากาศสำคัญมาก
ปัจจุบัน มีที่พักในหัวหินให้ท่านเลือกมากมาย ไม่จำเป็นที่จะต้องรีบร้อน ควรวางแผนแต่เนิ่น ๆ และใช้เวลาในการเลือกสรรที่พักอย่างละเอียดและเหมาะสมกับงบประมาณของท่าน เทคนิคในการเลือกที่พักคือ ต้องถูกใจท่าน, ราคาสมเหตุสมผล, การเดินทางสะดวก และมีคำชมจากลูกค้าที่เคยไปพัก ในกรณีที่ท่านจะไปพักครั้งแรก


หาแบบมีอาหารเช้าฟรี ก็ดีประหยัดไปอีกมื้อ
ท่านควรเลือกที่พักที่มีบริการอาหารเช้า ในกรณีที่ไม่มีการทำครัว เพราะจะได้สะดวกสบาย แต่ทั้งนี้ต้องแน่ในว่าไม่มีการชาร์จเงินเพิ่ม


เข้าเช็คอินแต่เช้า จัดสรรเวลาให้เหมาะสม
หากท่าน เช็คอินในช่วงเช้า ควรวางแผนการเดินทางเพื่อไปถึงหัวหินประมาณ 10-11 โมงเช้า เพราะจะได้มีเวลาในการเตรียมตัวสำหรับเช็คอิน และไม่รีบร้อนจนเกินไป ซึ่งคุณพอจะมีเวลาขนของเข้าห้อง และพร้อมที่จะออกไปรับประทานอาหารเที่ยงได้ทันที


เช็คเอ้าท์ก่อน หลีกเลี่ยงการจราจรหนาแน่น
ในวัน ที่เช็คเอ้าท์ ท่านควรจะตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ ควรจะเช็คเอ้าท์ประมาณเวลา 10 โมงเช้าและเดินทางกลับในทันที เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรหนาแน่น โดย เฉพาะในช่วงวันอาทิตย์ และวันสุดท้ายของวันหยุดยาวหรือเทศกาล


เพราะฉะนั้นเพื่อนๆ จะไปเที่ยวไหนต้องมีการวางแผนล่วงหน้าเสมอนะค่ะ จะได้ประหยัดทั้งเงินและเวลา
.........................................

เทคนิคการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล




1. ถ้ามีเวลาท่องเที่ยวมาก
หรือถ้าช่วงเทศกาลนั้นหยุดนาน อยากพักผ่อน ในการท่องเที่ยวจริงๆ อย่าไปสถาน ท่องเที่ยวยอดนิยม หรือสถานที่เที่ยวที่ไกลจากจังหวัดที่ท่านอยู่ เพราะทุกคนก็จะหยุดพร้อมๆ กัน และแห่กันไป เที่ยวที่เดียวกับท่าน เพราะฉะนั้น อาจจะเที่ยวให้ใกล้เข้ามาอีกหน่อย แต่อยู่หลายวันแทน

2. คุณต้องจองก่อนเดินทาง หรือจองล่วงหน้า 
เชื่อเถอะครับว่าบางคน หรือบางบริษัททัวร์ จองต้นปีเที่ยว ท้ายปีก็มี เพราะนักท่องเที่ยว อีกจำนวนไม่น้อย ที่นิยมการเที่ยว แบบตายเอาดาบหน้า ผลก็คือ จะทำให้ การเดินทางของท่าน เสียเกือบทั้งหมด

3. ทำการบ้านให้ดี 
ข้อนี้ก็คือคุณจะต้อง ตรวจสอบไปที่จังหวัด หรือ ททท. ของพื้นที่ เพื่อยืนยัน เทศกาลของจังหวัด ที่คุณจะไปเที่ยวให้ดี เพราะบ่อยครั้ง ที่มีการเลื่อนงาน หรือเทศกาล จากหมายกำหนดการเดิม ที่วางแจ้งไว้ ในกำหนดการล่วงหน้า

4. ศึกษาเส้นทางให้ดี 
เพราะหลายครั้ง เส้นทางยอดนิยม เช่น ในกรุงเทพ ไม่ว่า เส้นบางนา หรือเส้นวิภาวดี ทำให้คุณแทบจะกิน นอนบนรถ เพราะฉะนั้น ลองดูเส้นทางให้ดี ถ้ามีทางเลือกอื่น อย่าเดินทางในเส้นทางหลัก ในขั้นแรก ของการเดินทาง แต่หลังจากนั้น ควรเปลี่ยนเข้าเส้นทางหลัก เพราะปลอดภัยกว่า

5. อย่าหวังน้ำบ่อหน้า 
ข้อนี้สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเต้นท์ ถุงนอน หรือที่พัก แม้กระทั่ง การซื้อตั๋วต่างๆ เพราะอย่างน้อย ถ้าคุณเตรียมไปก่อน การท่องเที่ยวครั้งนั้น ของคุณ ก็จะไม่ต้องแก้ปัญหา ในเรื่องที่ คุณแก้ได้ ตั้งแต่ถ้าคุณเตรียมตัวมาดี

เทคนิคการท่องเที่ยว

อยากจะขอแนะนำเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับการท่องเที่ยวนะคะ ซึ่งบางคนอาจจะทำเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ถ้าใครไม่เคยทำก็ลองดูนะคะ อาจจะช่วยคุณได้บ้าง 
                 


1. ถ้ามีเวลาท่องเที่ยวมาก
      หรือถ้าช่วงเทศกาลนั้นหยุดนาน อยากพักผ่อนในการท่องเที่ยวจริงๆ อย่าไปสถานท่องเที่ยวยอดนิยมหรือสถานที่เที่ยวที่ไกลจากจังหวัดที่คุณอยู่ เพราะทุกคนก็จะหยุดพร้อมๆ กัน และแห่กันไปเที่ยวที่เดียวกับคุณ เพราะฉะนั้นอาจเที่ยวให้ใกล้เข้ามาอีกหน่อยแต่อยู่หลายวันแทน

2. คุณต้องจองก่อนเดินทาง หรือจองล่วงหน้า
     เชื่อว่าบางคนหรือบางบริษัททัวร์จองต้นปีเที่ยวท้ายปีก็มี เพราะนักท่องเที่ยวอีกจำนวนไม่น้อยที่นิยมการเที่ยวแบบตายเอาดาบหน้า ผลก็คือ จะทำให้การเดินทางของคุณเสียเกือบทั้งหมด

3. ทำการบ้านให้ดี
        ข้อนี้ก็คือ คุณจะต้องตรวจสอบไปที่จังหวัด หรือ ททท. ของพื้นที่ เพื่อยืนยันเทศกาลของจังหวัดที่คุณจะไปเที่ยวให้ดี เพราะบ่อยครั้งที่มีการเลื่อนงานหรือเทศกาลจากหมายกำหนดการเดิมที่วางแจ้งไว้ในกำหนดการล่วงหน้า

4. ศึกษาเส้นทางให้ดี
        เพราะหลายครั้งเส้นทางยอดนิยม เช่น ในกรุงเทพ ไม่ว่าเส้นบางนา หรือเส้นวิภาวดี ทำให้คุณแทบจะกินนอนบนรถ เพราะฉะนั้นลองดูเส้นทางให้ดี ถ้ามีทางเลือกอื่นอย่าเดินทางในเส้นทางหลักในขั้นแรกของการเดินทาง หลังจากนั้นควรเปลี่ยนเข้าเส้นทางหลักเพราะปลอดภัยกว่า

5. อย่าหวังน้ำบ่อหน้า
       ข้อนี้สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเต้นท์ ถุงนอน หรือที่พัก แม้กระทั่งการซื้อตั๋วต่างๆ เพราะอย่างน้อยถ้าคุณเตรียมไปก่อนการท่องเที่ยวครั้งนั้นของคุณก็จะไม่ต้องแก้ปัญหาในเรื่องที่อาจจะทำให้คุณหงุดหงิด จนอาจจะทำให้คุณหมดสนุก เพราะฉะนั้นคุณควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกเดินทางนะคะ

คุณเคยนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้กันบ้างหรือไม่ ?????

ทริคดีๆ วางแผนก่อนลาพักร้อน



         ก่อนลาพักร้อนไปพักผ่อนให้ชุ่มชื่นหัวใจ อย่าลืมว่าคุณยังมีงานที่จะต้องเตรียมให้เสร็จก่อนไป มิฉะนั้นแล้วการเที่ยวครั้งนี้ อาจจะมีแต่เรื่องกังวลหมดความสนุกไป

         ทั้งนี้ เราอยากย้ำเตือนว่าถ้าคุณคิดจะไปเที่ยวอย่างสบายใจแล้วล่ะก็ มาแพลนงานไว้ล่วงหน้ากันดีกว่า เพราะเมื่อกลับมาจากวันหยุดสุดสนุกแล้วจะได้สานงานต่อได้ทัน ไม่ปวดหัวกับงานที่หมักหมมเอาไว้ ด้วยวิธีง่ายๆ ต่อไปนี้



 1. วางแผนงานก่อนวางแผนเที่ยว
           ยามก่อนจะเที่ยวเข้าใจว่าคุณจะต้องรู้สึกตื่นเต้นเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นการหาทริป หาข้อมูลที่พัก เส้นทางการเดินทาง จนลืมไปว่ายังมีงานกองโตที่คุณจะต้องติดต่อและดำเนินการอีกมากมาย ดังนั้น ก่อนแพลนวันเที่ยว คุณควรแพลนเนื้องานของคุณก่อนดีมั้ย ว่าจะสามารถมีเวลาว่างได้วันไหน หรือช่วงเวลาใดที่จะไม่ลาพักร้อนซ้ำรอยกับเพื่อนร่วมงานของคุณ เพื่อให้การเที่ยวนั้นเป็นไปอย่างสบายๆ ไม่รีบร้อนหรือเคร่งเครียดจนต้องเอาโน้ตบุคออนไลน์ไปนั่งทำงานริมทะเลด้วย แบบนั้นไม่ใช่การพักผ่อนที่แท้จริงหรอก

 2. ทำงานให้เสร็จก่อนวันเที่ยว
        กลยุทธ์สำคัญสำหรับการลาเที่ยวของมนุษย์เงินเดือน คือการทำงานเสร็จล่วงหน้าประมาณ 2-3 วันก่อนที่จะไปเที่ยว เพราะช่วง 2-3 วันนี้มักจะมีคนอื่นๆ มาให้คุณช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่คุณได้ทำเสร็จไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นงานด้านเอกสารหรืองานเกี่ยวกับบุคคลภายนอกบริษัทอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใกล้ช่วงวันหยุดด้วย ตามบริษัทต่างๆ อาจจะมีการหยุดงานล่วงหน้าซึ่งมักทำให้เป็นอุปสรรคในการติดต่องานได้ ถ้าสิ่งใดเคลียร์ล่วงหน้าได้คุณควรทำให้เสร็จสิ้นไปแบบจบกระบวน

         รวมทั้งลองนำงานที่จะต้องทำหลังกลับจากไปเที่ยวมาทำเพิ่มด้วย (ถ้าคุณมีเวลาพอ) คุณอาจจะเตรียมงานให้พร้อมไว้ล่วงหน้าสำหรับ 2-3 วันหลังจากกลับมาทำงาน เนื่องจากคุณไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้ว่าคุณจะต้องเสียเวลากับอะไรบ้าง อย่างเช่น เครื่องบินดีเลย์ รถเสีย หรืออาการไม่สบายกะทันหัน

         การเผื่องานเอาไว้ล่วงหน้า 2-3 วันจะทำให้งานไม่สะดุดจนเกินไป และถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ทำให้คุณต้องกลับมาทำงานไม่ทันจริงๆ คนอื่นๆ ก็ยังสามารถต่อยอดได้สบายๆ เพราะคุณได้เตรียมงานไว้เรียบร้อยแล้ว

 3. ให้เทคโนโลยีทำงาน 
           เมื่อคุณหายตัวจากที่ทำงาน เชื่อแน่ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยตามตัวคุณอยู่ ซึ่งคุณสามารถเซ็ตระบบช่วยเหลือคนที่ไม่ทราบว่าคุณหยุดได้ โดยตั้งเสียงตอบรับของโทรศัพท์แจ้งว่าคุณไม่อยู่และจะกลับมาเมื่อใด หรือสามารถติดต่อได้ผ่านอีเมล์ไหน เป็นต้น รวมทั้งตรวจสอบสถานะและกระดาษของเครื่องแฟกซ์ว่าสามารถใช้งานอัตโนมัติได้ เรียบร้อย ทั้งนี้ เมื่อคุณว่างจากกิจกรรมท่องเที่ยวก็ควรแวะมาเช็คอีเมลล์หรือวอยซ์เมลล์บ้าง ก็ได้ เผื่อมีใครมีธุระและอยากคุยกับคุณด่วน

        ส่วนเรื่องความปลอดภัยด้านข้อมูล คุณไม่อาจรู้ได้ว่าจะมีใครหวังที่จะก๊อปปี้ข้อมูลของคุณบ้างยามที่คุณไม่อยู่  เพื่อความปลอดภัยให้ใส่รหัสผ่านที่คอมพิวเตอร์เอาไว้ และล็อกชั้นใส่ของให้ครบถ้วน

 4. แจ้งคนใกล้ชิดเรื่องพักร้อน
       บอกเพื่อนสนิทและเจ้านายของคุณให้พร้อม เขียนใบลาแจ้งฝ่ายบุคคลล่วงหน้า เพื่อให้คนที่คุณร่วมงานด้วยรับทราบและเคลียร์งานทุกอย่างก่อนที่คุณจะลาพัก ร้อน นอกจากนั้นสำหรับบางงานคุณอาจจะฝากฝังเพื่อนร่วมงานไว้บ้างก็ได้ และเมื่อกลับมาจากท่องเที่ยวแล้วมีขนมติดไม้ติดมือมาฝากเพื่อเป็นการขอบคุณ ที่ดูแลงานให้

       นอกจากแจ้งเพื่อนๆ ในบริษัทให้รับทราบแล้ว ถ้าคุณมีลูกค้าหรือซัพพลายเออร์ที่จะต้องติดต่อกับคุณตลอด ให้โทรแจ้งพวกเขาด้วยและให้เบอร์ติดต่อกับเพื่อนที่คุณฝากงานไว้แล้ว จากนั้นแจ้งวันที่คุณจะกลับมาทำงานตามปกติ เพื่อให้ไม่เกิดความวุ่นวายจนต้องตามตัวคุณภายหลัง จะได้พักผอนรับลมร้อนริมทะเลให้สบายใจ แบบไม่มีเรื่องงานเข้ามาอยู่ในหัว เพราะคุณเตรียมพร้อมไว้อย่างดีแล้วนั้นเอง

คำแนะนำ การขับรถขึ้นเขา


           พื้นที่ ทั่วไปบนเขาค้อ เป็นพื้นที่ราบบนภูเขา สูงกว่าระดับน้ำทะเล 800-1000 เมตร ซึ่งอาจใช้รถยนต์ที่มีกำลังเครื่องยนต์มากกว่า 1500 ซีซี ขึ้นไปก็เพียงพอสำหรับการท่องเที่ยวอย่างสบายๆ  
          แต่สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญบางแห่งที่มีความสูงมากขึ้น โดยเฉพาะ 3 จุดหลัก คือ
         1. อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ 
         2.พระตำหนักเขาค้อ 
         3. ภูทับเบิก 
        อาจต้องใช้กำลังของเครื่องยนต์มากขึ้น และต้องการผู้ขับขี่ที่มีความชำนาญพอสมควร จึงควรศึกษาหลักการคร่าวๆ สำหรับการขับรถขึ้น-ลง พื้นที่ลาดชัน เพื่อป้องกันความผิดพลาด และเพื่อเป็นการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ของรถท่านเอง

หลักการขับรถขึ้นเขาคร่าวๆ พอสรุปได้ดังนี้ครับ
   
         * ควรใช้เกียร์ ต่ำ ปรับเปลี่ยนเกียร์เมื่อรถเสียกำลังอย่าลากเกียร์จนหมดแรงส่ง ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติ ให้ใช้เกียร์ 2 ในการขับขึ้นเขาลงเขา และเปลี่ยนไปใช้เกียร์ D บ้าง เมื่อรถอยู่ในทางราบ การขับให้ใช้เกียร์ช่วยตลอดทางเกียร์อัตโนมัติไม่พังง่ายๆ 

        * เมื่อขับลงเขาที่ลาดชันมากและยาวไกล ก่อนเข้าโค้งให้เปลี่ยนเกียร์จากตำแหน่ง D มา 2 ถ้า 2 ยังเอาไม่อยู่ให้เปลี่ยนมา L แต่อย่าเปลี่ยนเกียร์ขณะฝนตกทางลื่นรถจะเสียการทรงตัว การใช้เกียร์แต่ละเกียร์ควรดูสภาพทางเป็นหลักในการพิจารณา ส่วนเกียร์ธรรมดาการทำงานจะง่ายกว่า มีเกียร์ให้เล่น 5 ตำแหน่ง และมีคลัทช์ช่วยในการส่งกำลังไปยังล้อตามที่เราต้องการได้ทุกขณะ แต่เกียร์อัตโนมัติบางรุ่นจะทำงานไม่ได้อย่างที่เราต้องการ เพราะฉะนั้นควรประเมินสภาพทางก่อนใช้เกียร์ดีที่สุด

       * การขับเข้าโค้งธรรมดาหรือบนภูเขา ควรมองให้ไกลให้ลึกและให้คนนั่งข้างช่วยดูสภาพทางด้วย เมื่อแน่ใจว่าไม่มีรถสวนมาให้ใช้วิธีตัดโค้งวิธีนี้จะช่วยให้รถทรงตัวดี, เข้าโค้งได้เร็ว, รถไม่ใช้กำลังมาก ลูกปืนล้อมไม่ทำงานหนัก, ยางก็ไม่ล้มตัวมาก หน้ายางจะสัมผัสผิวถนนได้มากตามไปด้วย แต่ต้องแน่ใจว่าไม่มีรถสวนมา สมมุติจะเข้าโค้งขวาก่อนเข้าโค้งให้ถอนคันเร่งลง หัดพวงมาลัยไปทางซ้ายนิดหนึ่ง แล้วหักพวงมาลัยมาทางขวาเพื่อทำโค้งให้กว้างขึ้น ใช้พื้นที่ถนนทุกตารางนิ้ว ถ้ารถจะเลี้ยวซ้ายก็ให้เลี้ยวทางขวานิดหนึ่งแล้วเลี้ยวซ้าย การฝึกใหม่จะรู้สึกฝืนความรู้สึกบ้าง ถ้าขับชำนาญแล้วก็จะชินไปเอง
 
  
   * การขับรถเข้าโค้งหักศอกขึ้นเขารูปฟันปลา การขับแบบนี้ต้องให้ผู้ช่วยดูรถด้านซ้ายด้วยโดยมองถนนด้านบนก่อนว่าไม่มีรถ สวนลงมา กดแตรรถก่อนจะขับขึ้นไป หลักการขับก็เหมือนเข้าโค้งธรรมดา จะเลี้ยวซ้ายก็หักพวงมาลัยไปทางขวาก่อนแล้วหักพวงมาลัยไปทางซ้ายเข้าโค้ง เมื่อรถเข้าโค้งล้อหน้าจะเกิดแรงต้าน รถต้องใช้กำลังมาก ทำให้รถรถขับขึ้นได้ช้า ควรคืนพวงมาลัยกลับมาบ้าง และเร่งเครื่อง ทำแบบนี้เป็นจังหวะไปมาจนพ้นโค้ง การขับลงโค้งแบบนี้อย่าใช้ความเร็ว ควรลงช้าๆ ใช้เบรกช่วยชะลอความเร็วแต่อย่าเหยียบแรง ท้ายรถจะปัด ยิ่งหน้าฝนท้ารถจะปัดได้ง่าย ถ้าท้ายรถปัดรถจะเสียการทรงตัว ให้หักพวงมาลัยไปทิศทางท้ายรถ เช่น เลี้ยวซ้ายท้ายรถปัดไปทางขวาก็ให้หักพวงมาลัยไปทางขวา เมื่อรถทรงตัวได้แล้วบังคับให้บังคับรถไปในทิศทางที่ต้องการ ถ้าเอาไม่อยู่ให้เลือกทางภูเขาไว้ก่อน อย่าเลือกทางหน้าผาก็แล้วกัน

     * การเพิ่มระยะทางการเบรก การเบรกรถกะทันหัน รถเราอาจไปชนรถข้างหน้า ควรเลี้ยวรถดึงพวงมาลัยไปทางไหล่ทาง หรือมีพื้นที่เพื่อเพิ่มระยะทางการเบรก

     * การขับรถบนภูเขาที่มีทางคดเคี้ยวไปมาเป็นเวลานานๆ เมื่อถึงทางตรงลงเขายาวไกล อย่าขับเร็วเด็ดขาด คนขับส่วนมากจะขับเร็วรถมาก อันตรายมากนะครับทางแบบนี้ น้ำหนักรถ ความเร็ว ระยะทางถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เช่น มีรถ, คน, ฯลฯ ขึ้นจากข้างทางหักหลบไม่พ้นแน่ ถึงจะหักหลบได้แต่รถต้องเกิดอะไรแน่นอน ไม่พลิกคว่ำ แหกข้างทางเข้าป่า หรือไม่ก็ชนรถที่วิ่งสวนมา

          * การขับรถโค้งต่อเนื่องรูปตัว S มองให้ไกล มองให้ลึก เมื่อแน่ใจว่าทางว่าง ไม่มีรถสวนมาให้ถอนคันเร่งลง แล้วเสียบตัดโค้งในแนวการขับเป็นเส้นตรงที่สุด ง่ายไหม? ...ครับ แต่การขับรถลักษณะนี้ถ้าไม่แน่ใจเส้นทางข้างหน้าหรือทัศนวิสัยไม่ดีควรขับ เข้าทางโค้งธรรมดา อยู่ในทางของเราเอง
    
          * การขับในทัศนวิสัยไม่ดี ทางโค้งแคบที่มีสันเขาบังสายตา ควรเข้าโค้งแบบธรรมดา ต้องบีบแตรส่งสัญญาณทุกครั้งก่อนจะเข้าโค้งเพื่อป้องกันรถที่วิ่งสวนมา เนื่องจากคนที่ขับรถเจ้าถิ่นบนภูเขาเป็นประจำจะขับรถตัดโค้ง

          * ทางลูกรังหรือทางที่มีหินลอย ทางแบบนี้ถือได้ว่าเป็นทาง 'ปราบเซียน' กลิ้งกันมาหลายคันครับ การที่ล้อรถลอยตัวขณะวิ่งเข้าโค้งเราไม่สามารถบังคับได้อย่างที่ต้องการ และการที่เราไม่คุ้นเคยกับเส้นทางมาก่อนก็ไม่ควรขับรถด้วยความเร็ว

                                              ....................................

ข้อควรระวัง

        1.ขณะขับรถขึ้นทางชันหรือขึ้นเขา ควรเร่งความเร็วให้สม่ำเสมอ เพิ่มกำลังเครื่องยนต์อย่างนุ่มนวล แต่อย่าเบิ้ลอย่างรุนแรงนะครับ เพราะนอกจากความเร็วจะไม่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังทำให้สิ้นเปลืองน้ำมัน ไปโดยเปล่าประโยชน์ อีกด้วย
   
        2. อย่าใช้เกียร์ว่างในขณะลงเนินชัน หรือลงเขาโดยเด็ดขาด!! เพราะจะทำให้รถไหลลงด้วยความเร็วสูง โดยไม่มีแรงหน่วงของเครื่องยนต์ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นได้ ดังนั้นจึงควรใช้เกียร์ต่ำ และค่อยๆปล่อยรถให้ไหลลงเนินตามรอบเครื่องยนต์ และอย่าลืมควบคุมความเร็วของรถให้สัมพันธ์กับเกียร์ ด้วยนะครับ

       3. ควรใช้เกียร์ 1 หรือ เกียร์ 2 ในขณะขับรถขึ้นเขา เพราะถ้าใช้เกียร์ที่สูง อย่างเช่นเกียร์ 3, 4 หรือ 5 จะทำให้เครื่องยนต์ไม่มีกำลังและแรงฉุดมากพอที่จะเคลื่อนที่ขึ้นเนินเขา นอกจากนี้ยังเป็นการผลาญน้ำมันโดยไม่จำเป็นอีกด้วย

                                               ....................................